วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558

คำสั่ง SQL

ในส่วนการสรุปรูปแบบทั่วไปของประโยคคำสั่ง SQL แต่ระบบฐานข้อมูลแต่ละระบบอาจจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนต้องดูคู่มือของ่ระบบฐานข้อมูลนั้นประกอบด้วย

ALTER TABLE tablename [ADD| DROP| MODIFY] columnname; (ดูเพิ่มเติม1, ดูเพิ่มเติม2 ) ใช้สำหรับการเพิ่มแก้ไข หรือลบ คอลัมน์ของ table และเปลี่ยนข้อความ เช่น ประเภทข้อมูล ของคอลัมน์ที่มีอยู่ การเลือก ADD, DROP หรือ MODIFY เลือกได้อย่างเดียว

COMMIT; (ดูเพิ่มเติม) บันทึกการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ฐานข้อมูล

CREATE [UNIQUE] INDEX indexname
ON tablename (columnname); (ดูเพิ่มเติม1, ดูเพิ่มเติม2 )UNIQUE เป็นตัวเลือกการสร้างดัชนีแบบไม่ซ้ำ

CREATE TABLE tablename
(columnname1 datatype [size] [constraint], columnname2 datatype [size] [constraint], . .); (ดูเพิ่มเติม1, ดูเพิ่มเติม2) เป็นคำสั่งสร้าง table การกำหนด size ขึ้นกับประเภทข้อมูล constraint ที่สามารถกำหนดได้ คือ NULL หรือ NOT NULL, UNIQUE (บังคับให้ค่าไม่ซ้ำ), PRIMARY KEY (ระบุ primary key ของ table), CHECK (การยอมให้ตรวจสอบข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลง), DEFULT (ให้แทรกค่าเมื่อมีการเพิ่มแถวข้อมูล), FOREIGN KEY (กำหนด foreign key ของ table)

CREATE VIEW tablename AS select statement; (ดูเพิ่มเติม) สร้าง view

DELETE FROM tablename WHERE condition; (ดูเพิ่มเติม) ลบข้อมูล

INSERT INTO tablename (column1, column2,..)
VALUES (value1, value2,..); (ดูเพิ่มเติม)

ROLLBACK;(ดูเพิ่มเติม) เรียกข้อมูลเดิมกลับมา จากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่เกิดขึ้น โดยสามารถเรียกกลับจาก COMMIT ครั้งสุดท้าย

SELECT [ALL | DISTINCT] column1[,column2]
FROM table1[,table2]
[WHERE conditions]
[GROUP BY column-list]
[HAVING conditions]
[ORDER BY column-list [ASC | DESC] ]; (ดูเพิ่มเติม) โดย ASC | DESC ให้เลือกวิธีเรียงลำดับข้อมูล

UPDATE tablename
SET column1 = value1, column2 = value2, ..
[WHERE condition]; (ดูเพิ่มเติม) ถ้าไม่มี WHERE clause จะเปลี่ยนค่าตามที่กำหนดทั้งหมด

คำสั่ง SQL

คำสั่ง Select

คำสั่ง Select ใช้เป็นประโยคคำสั่งในการส่งออกเรคคอร์ด ตามเกณฑ์ในการเลือก

ไวยากรณ์

SELECT fieldname1, fieldname2,...
FROM tablename1, tablename2,...
[Where Condition]
[Group By]
[Having]
[Order By];
[ ] – ตัวเลือก

แสดงทุกฟิลด์และทุกเรคคอร์ด ใน table เดียว เช่นการข้อทั้งหมดใน table ชื่อ publishers
SELECT * FROM Publishers ;

แสดงบางฟิลด์ ซึ่งชื่อฟิลด์ ที่มีเครื่องหมายพิเศษ หรือมีการเว้นวรรคให้อยู่ในวงเว็บก้ามปู [ ]
SELECT PubID, [Company Name], Address FROM Publishers;

แสดงฟิลด์ที่เป็น expression และตั้งชื่อใหม่ (ให้ใช้ As)
SELECT Author, 2000 - [Year Born] As Age FROM Authors;

การใช้ฟังก์ชัน aggregate
SELECT COUNT ([Year Born]) FROM Authors;

การเลือกเฉพาะเรคคอร์ด ที่ต้องการด้วย WHERE clause
SELECT Name, City FROM Publishers WHERE State = ‘CA’;

การเลือกเฉพาะเรคคอร์ดด้วย WHERE Clause หลายเงื่อนไขต้องเชื่อมด้วย AND หรือ OR เช่น state เป็น CA และ Name ขึ้นต้นด้วย M
SELECT * FROM Publishers WHERE State = ‘CA’ AND name LIKE ‘m%’;

การเรียงและจัดกลุ่ม

การเรียงใช้ ORDER BY clause
SELECT * FROM Publishers ORDER BY [Company Name] ;

การเรียงจากน้อยไปมากให้ใช้คีย์เวิร์ด DESC ต่อท้ายฟิลด์ต้องการเรียงจากน้อยไปมาก
SELECT * FROM Publishers ORDER BY State, City DESC;

การจัดกลุ่มใช้ GROUP BY Clause
SELECT [Year Published], Count (*) As Title In Year FROM Titles
GROUP BY [Year Published];

ให้แสดงจำนวนหนังสือใน 10 ปีสุดท้าย
SELECT TOP 10 [Year Published], COUNT (*) As Title In Year FROM Titles
GROUP BY [Year Published] ORDER BY [Year Published] DESC;

การคัดเลือกด้วยเขื่อนไขของ HAVING Clause เช่น แสดงเฉพาะที่มีจำนวนหนังสือมากกว่า 50
SELECT [Year Published], COUNT (*) As Title In Year FROM Titles
GROUP BY [Year Published] HAVING COUNT ((*) >50);

คิวรี่ย่อย

คิวรี่ย่อย เป็นการใช้ประโยคคำสั่ง Select ภายในประโยคคำสั่ง Select อีกคำสั่งสำหรับการค้นหาที่ซับซ้อน
SELECT * FROM Title WHERE Pub ID =
(SELECT pubID FROM Publishers WHERE Name = ‘MACMILLIAN’);

JOIN

JOIN ใช้สำหรับการดึงข้อมูลจาก 2 table ที่สัมพันธ์กับผ่านฟิลด์ร่วม ถ้าแถวของ table แรกแสดงตามฟิลด์ของ table ที่สอง ให้ใช้ ON clause ในคำสั่ง JOIN
SELECT Title.Title, Titles. [Year Published], Publishers.Name FROM Titles
INNER JOIN Publishers ON Titles.PubID = Publishers.PubID

การใช้ไวยากรณ์ tablename.fieldname เช่น Titles.PubIDเมื่อชื่อฟิลด์มีอยู่ใน 2 table ที่เชื่อมกัน

นอกจากมี LEFT JOIN สำหรับการแสดงเรคคอร์ดของ table แรกทั้งหมดถึงแม้จะมีเรคคอร์ดของ table แรกมีค่าของฟิลด์ที่ไม่ตรงกับฟิลด์เชื่อมของ table ที่สอง
SELECT Titles.Title, Titles.[Year Published], Publishers.Name FROM Titles
LEFT JOIN Publishers ON Titles.PubID = Publishers.PubID;

RIGHT JOIN สำหรับการแสดงเรคคอร์ดของ table ที่สองทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะมีเรคคอร์ดของ table ที่สองมีค่าของฟิลด์ที่ไม่ตรงกับฟิลด์เชื่อมของ table แรก

UNION

การนำ table 2 ต่อกัน สามารถทำได้โดยใช้คีย์เวิร์ด UNION
SELECT Name, Address, City FROM Customers
UNION SELECT CompanyName, Address, City FROM Suppliers

คำสั่ง Insert Into

คำสั่ง INERT INTO ใช้ในประโยคคำสั่งสำหรับการเพิ่มเรคคอร์ดใหม่

ไวยากรณ์ 
INERT INTO tablename [(fieldname1, fieldname2,...)]
VALUES (value1, value 2,...);
[ ] ตัวเลือก

หมายเหตุจำนวน value ต้องเท่ากับ fieldname
INERT INTO Authors (Author, [Year Born] VALUES (‘Frank Whale’, 1960);

คำสั่ง Update

คำสั่ง UPDATE ใช้ในประโยคคำสั่งสำหรับการปรับปรุงค่าในเรคคอร์ด

ไวยากรณ์ 

UPDATE tablename
SET fieldname = expression
WHERE [condition];
[ ] ตัวเลือก

UPDATE Authors SET [Year Born] = 1961 WHERE Author = ‘Frank Whale’;

ที่มา :http://www.widebase.net/database/sql/sqlquery/sqlquery12.shtml


วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ข้อสอบโอเน็ต

1. ข้อใดไม่ใช่ ขั้นตอนหลักในการทำงานของคอมพิวเตอร์
ก. ประมวลผล
ข. เก็บข้อมูล 
ค. รับข้อมูล
ง. แสดงผลลัพธ์ 
จ. นำข้อมูลเข้า

2. หน่วยข้อมูลที่เล็กที่สุดในระบบคอมพิวเตอร์เรียกว่า
ก. บิต ( 1 กับ 0)
ข. ไบต์ 
ค. ฟิลด์
 ง. เร็คคอร์ด 
จ. ไฟล์

3. ข้อมูลเมื่อผ่านการประมวลผลแล้ว จะได้อะไร
ก. Document
ข. Report 
ค. Information 
ง. Output
จ. Database

4. สัญญาณในคอมพิวเตอร์เป็นสัญญาณชนิดใด
ก. อนาล็อก 
ข. ดิจิตอล 
ค. ไฮบริค
ง. ไฟฟ้า
จ. อิเล็กทรอนิกส์

5. สิ่งใดที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้
ก. การเปิดกล่องระเบิด
ข. การเลือกผลไม้
ค. การก่อการร้าย 
ง. การปอกเลือกไข่ต้ม 
จ. การเก็บกู้ระเบิด 

6. IP Address คือ
ก. หมายเลยประจำตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่าย
ข. โพรโทคอลที่ใช้ในการเชื่อมโยงเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ค. หมายเลขประจำของเครื่องเซิร์ฟเวอร์
ง. ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต
จ. ถูกทุกข้อ

7. ข้อใดกล่าวถึง Protocol ได้ถูกต้อง
ก. การสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
ข. การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างไกล
ค. การบริหารวารสารและข่าวสารบนอินเทอร์เน็ต
ง. เครื่องมือที่ช่วยในการสืบค้นข้อมูลในรูปแบบเอกสาร
จ. ภาษาการสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบอินเทอร์เน็ต

8. ส่วนประกอบใดของโปรแกรม Internet Explorer ที่ทำหน้าที่แสดงที่อยู่ของเว็บไซด์
ก. แถบชื่อ
ข. แถบสื่อสาร 
ค. แถบสถานะ
ง. พื้นที่แสดงเว็บเพจ 
จ. แถบที่อยู่ของเว็บไซต์

9. s15550036@student.rit.ac.th ข้อความ “s1555036” หมายถึงข้อใด
ก. Domain Name
ข. Password
ค. Sub Domain
ง. Username 
จ. ISP

10. ไฟล์ที่ถูกบีบอัดด้วยโปรแกรม WinZip จะมีส่วนขยายหรือนามสกุลไฟล์ตามข้อใด
ก..doc 
ข. .zip 
ค. .com
ง. .txt
จ. .exe

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การตั้งชื่อฟังก์ชัน

สิ่งสำคัญมากในการพิจารณาเมื่อตั้งชื่อฟังก์ชันคือชื่อต้องสั้นแต่มีความหมาย ถ้าฟังก์ชันสร้างส่วนตัวของเพจควรตั้งชื่อเป็น pageheader () หรือpage_header ()

  • ฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกับฟังก์ชันที่มีอยู่
  • ชื่อฟังก์ชันสามารถมีได้เพียงตัวอักษรตัวเลข และ underscore
  • ชื่อฟังก์ชันไม่สามารถเริ่มต้นด้วยตัวเลข

name2 ()
name_three ()
_namefour ()
5name ()
Name-six ()
fopen ()

ข้อจำกัดในการตั้งชื่อคือ
name ()
หลายภาษายอมให้ใช้ชื่อฟังก์ชันได้อีก ส่วนการทำงานนี้เรียกว่า function overload อย่างไรก็ตาม PHP ไม่สนับสนุน function overload ดังนั้นฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกันกับฟังก์ชันภายใน หรือฟังก์ชันกำหนดเองที่มีอยู่
หมายเหตุ ถึงแม้ว่าทุกสคริปต์ PHP รู้จักฟังก์ชันภายในทั้งหมด ฟังก์ชันกำหนดเองอยู่เฉพาะในสคริปต์ที่ประกาศสิ่งนี้หมายความว่า ชื่อฟังก์ชันสามารถใช้ในคนละไฟล์แต่อาจจะไปสู่ความสับสน และควรหลีกเลียง
ชื่อฟังก์ชันต่อไปนี้ถูกต้อง 
ชื่อไม่ถูกต้อง 
การเรียกฟังก์ชันไม่มีผลจากชนิดตัวพิมพ์ ดังนั้นการเรียก function_name (), Function_Name() หรือ FUNCTION_NAME() สามารถทำได้และมีผลลัพธ์เหมือนกัน แต่แบบแผนการกำหนดชื่อฟังก์ชันใน PHP ให้ใช้ตัวพิมพ์เล็ก

ชื่อฟังก์ชันแตกต่างจากชื่อตัวแปร โดยชื่อตัวแปรเป็นชนิดตัวพิมพ์มีผล ดังนั้น $Name และ $name เป็น ตัวแปร แต่ Name () และ name () เป็นฟังก์ชันเดียวกัน

การเรียกฟังก์ชัน

เมื่อฟังก์ชันได้รับการประกาศหรือสร้างขึ้นแล้ว การเรียกฟังก์ชันสามารถเรียกมาจากที่ใดๆ ภายในสคริปต์ หรือ จากไฟล์ที่มีการรวมด้วยประโยคคำสั่งinclude() หรือ require()
show_message();

พารามิเตอร์


ไวยากรณ์พื้นฐาน


{
รายการพารามิเตอร์ <br/> 
param1: $param1 <br/>
param2: $param2 <br/>
param3: $param3 <br/>
?>

ตัวอย่าง ฟังก์ชัน show_message() เก็บอยู่ในไฟล์ fn_ 03 _keeper.phpส่วนผู้เรียกอยู่ในสคริปต์ fn_ 03 _caller.php
<?php
include("fn_ 03 _keeper.php"); 
?>
ตามปกติฟังก์ชันส่วนใหญ่ต้องการรับสารสนเทศจากผู้เรียกสำหรับการประมวลผล โดยทั่วไปเรียกว่า พารามิเตอร์
การกำหนดฟังก์ให้รับพารามิเตอร์ส่งผ่านโดยการวางข้อมูล ชื่อตัวแปรที่เก็บข้อมูลภายในวงเล็บหลังชื่อฟังก์ชัน การเรียกฟังก์ชันที่ประกอบด้วยพารามิเตอร์เขียนดังนี้
<?php
function show_parameter($param1, $param2, $param3) 
echo <<<PARAM
PARAM;
} 
พารามิเตอร์ที่ส่งไปยังฟังก์ชันแยกกันเครื่องหมายจุลภาคภายในวงเล็บ โดยสามารถส่งเป็นนิพจน์สำหรับแต่ละพารามิเตอร์ด้วย ตัวแปร ค่าคงที่ ผลลัพธ์จากการคำนวณ รวมถึงการเรียกฟังก์ชัน
scope ของพารามิเตอร์จำกัดภายในฟังก์ชัน ถ้าชื่อตัวแปรเหมือนกับตัวแปรใน scopeระดับอื่น พารามิเตอร์นี้ "ระบุ" เป็นตัวแปรภายในที่ไม่มีผลกับตัวแปรภายนอกฟังก์ชัน

การกำหนดหรือเรียกฟังก์ชัน

การประกาศฟังก์ชันเริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ด function กำหนดชื่อฟังก์ชัน พารามิเตอร์ที่ต้องการ และเก็บคำสั่งที่จะประมวลผลแต่ละครั้งเมื่อเรียกฟังก์ชันนี้<?php
function function_name(parameter1,…)  {ชุดคำสั่ง }  ?>ชุดคำสั่งต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดในวงเล็บปีกกา ({ }) ตัวอย่างฟังก์ชัน my_function<?php  function my_function()  {$mystring =<<<BODYSTRING  my function ได้รับการเรียกBODYSTRING;  echo $mystring;}  ?>การประกาศฟังก์ชันนี้ เริ่มต้นด้วย function ดังนั้นผู้อ่านและตัวกระจาย PHPทราบว่าต่อไปเป็นฟังก์ชันกำหนดเอง ชื่อฟังก์ชันคือ my_function การเรียกฟังก์ชันนี้ใช้ประโยคคำสั่งนี้  my_function ();การเรียกฟังก์ชันนี้จะให้ผลลัพธ์เป็นข้อความ "my function ได้รับการเรียก " บน browser

ฟังก์ชั่นและการใช้งาน

ในหัวนี้เราจะได้เรียนรู้การใช้งานฟังก์ชั่น ฟังก์ชั่นประกอบด้วย 2 ประเภทคือ
1. ฟังก์ชั่นที่ php ให้มา สามารถเรียกใช้งานได้ทันที ซึ่งเราจะเรียนรู้ในหัวข้อต่อไป
2. ฟังก์ชั่นที่เราสร้างขั้นมาเอง

การใช้งานฟังก์ชั่น

- ฟังก์ชั่นทไม่มีการส่งค่า

function_name()

- ฟังก์ชั่นที่มีการส่งค่า

function_name(argument....)


การสร้างฟังก์ชั่นขึ้นมาเอง

- ฟังก์ชั่นที่ไม่มีการส่งค่า
Sample1.php
<html>
<body>
<?
echo" จะแทรกใว้ส่วนบนของ Function ก็ได้" ;
Test_function();

function Test_function()
{
echo"Hello Word <br>";
echo"Hello Werachai nukitram <br>";
echo"Hello PHP Programming<br>";
echo"Hello The Member Theasp <br>";
}

echo"<br><br> หรือจะแทรกใว้ส่วนล่างของ Function ก็ได้" ;
Test_function();
?>
</body>
</html>


Out Put
จะแทรกใว้ส่วนบนของ Function ก็ได้ Hello Word
Hello Werachai nukitram
Hello PHP Programming
Hello The Member Theasp


หรือจะแทรกใว้ส่วนล่างของ Function ก็ได้ Hello Word
Hello Werachai nukitram
Hello PHP Programming
Hello The Member Theasp


- ฟังก์ชั่นที่มีการส่งค่า
Sample2.php
<html>
<body>
<?
function Test_function($a)
{
return($a * 20 );
}
$b=20;
echo Test_function($b);
?>
</body>
</html>

Out Put
400
ที่มา http://www.thaicreate.com/

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฐานข้อมูล

งานในองค์การไม่ว่าจะเป็นองค์การขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ต่างก็ต้องมีข้อมูลของการทำงาน หรือข้อมูลทางธุรกิจในลักษณะต่าง ๆ  ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นอาจมีทั้งข้อมูลพนักงาน ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจ เป็นต้น นอกจากนั้นข้อมูลขององค์การดังกล่าวยังอาจมีความสำคัญมากน้อยต่างกัน มีผู้ใช้ข้อมูลเฉพาะกลุ่ม หรือทุกกลุ่มได้ตามความจำเป็นและตามลำดับชั้นความลับ สิ่งสำคัญคือ ข้อมูลขององค์การหนึ่งย่อมมีความเกี่ยวข้องกันและควรที่จะนำมารวมไว้ใน ฐานข้อมูล” (Database)
ความหมาย ฐานข้อมูลอาจถือได้ว่าเป็นตู้เก็บเอกสารอิเล็กทรอนิคส์ชนิดหนึ่ง เช่น  เป็นที่รวมหรือเป็นที่บรรจุแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ชุดหนึ่ง เป็นต้น 
        ฐานข้อมูลเป็นชุดของข้อมูลที่คงทน (Persistent Data) ซึ่งถูกเรียกใช้โดยระบบโปรแกรมของกิจการใดกิจการหนึ่ง  ข้อมูลจะคงทนอยู่ในฐานข้อมูลเพราะเมื่อระบบจัดการฐานข้อมูลรับข้อมูลนั้นเข้าสู่ฐานข้อมูลแล้ว ใครจะขจัดหรือเอาข้อมูลออกไปจากฐานข้อมูลได้ต้องมีการร้องขอต่อระบบจัดการฐานข้อมูลเท่านั้น ตัวอย่างข้อมูลที่คงทนในฐานข้อมูล เช่น 
           กิจการ                                                                        ข้อมูลคงทน
บริษัทผู้ผลิตสินค้า                                                                ข้อมูลผลิตภัณฑ์
ธนาคาร                                                                                 ข้อมูลบัญชี
โรงพยาบาล                                                                           ข้อมูลผู้ป่วย
มหาวิทยาลับ                                                                          ข้อมูลนักศึกษา
หน่วยราชการ                                                                         ข้อมูลการวางแผน
นิยามและคำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล
บิท (Bit) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด
ไบท์ (Byte) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่กิดจากการนำบิทมารวมกันเป็นตัวอักขระ (Character)
เขตข้อมูล (Field) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่ประกอบขึ้นจากตัวอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปมารวมกันแล้วได้ความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ชื่อ ที่อยู่ เป็นต้น
ระเบียน (Record) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนเอาเขตข้อมูลหลาย ๆ เขตข้อมูลมารวมกัน เพื่อเกิดเป็นข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ข้อมูลของนักศึกษา ระเบียน (คน) จะประกอบด้วย
รหัสประจำตัวนักศึกษา เขตข้อมูล
ชื่อนักศึกษา เขตข้อมูล
ที่อยู่ เขตข้อมูล
แฟ้มข้อมูล (File) หมายถึงหน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนำข้อมูลหลาย ๆ ระเบียนที่เป็นเรื่องเดียวกันมารวมกัน เช่น แฟ้มข้อมูลนักศึกษา แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลพนักงาน
 ส่วนในระบบฐานข้อมูล มีคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องดังนี้
เอนทิตี้ (Entity) หมายถึง ชื่อของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้แก่ คน สถานที่ สิ่งของ การกระทำ ซึ่งต้องการจัดก็บข้อมูล
ไว้ เช่น เอนทิตี้ลูกค้า เอนทิตี้พนักงาน
เอนทิตี้ชนิดอ่อนแอ (Weak Entity) เป็นเอนทิตี้ที่ไม่มีความหมาย หากขาดเอนทิตี้อื่นในฐานข้อมูล
แอททริบิวต์(Attribute) หมายถึง รายละเอียดข้อมูลที่แสดงลักษณะและคุณสมบัติของเอนทิตี้หนึ่ง ๆ เช่น
เอนทิตี้นักศึกษา ประกอบด้วย - แอทริบิวต์รหัสนักศึกษา
แอททริบิวต์ชื่อนักศึกษา
แอททริบิวต์ที่อยู่นักศึกษา
ความสัมพันธ์ (Relationships) หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้นักศึกษาและเอนทิตี้คณะวิชา เป็นลักษณะว่า นักศึกษาแต่ละคนเรียนอยู่คณะวิชาใดคณะวิชาหนึ่ง
ในการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ เราจะใช้หัวลูกศรเพื่อแสดงความสัมพันธ์ ดังตัวอย่างในรูปต่อไปนี้
รูปที่ 1.1 คณะวิชา ß ----------à à นักศึกษา (คณะวิชามีความสัมพันธ์กับนักศึกษา)
ในการระบุความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ จะกำหนดโดยใช้หัวลูกศร และหากพิจารณาความสัมพันธ์จากเอนทิตี้นักศึกษาไปยังเอนทิตี้คณะวิชา อาจจะกำหนดความสัมพันธ์ได้ดังนี้
รูปที่ 1.2 คณะวิชา ----------------à นักศึกษา (นักศึกษาสังกัดอยู่คณะวิชา)
และหากพิจารณาความสัมพันธ์จากเอนทิตี้คณะวิชาไปยังเอนทิตี้นักศึกษา อาจกำหนดความสัมพันธ์ได้ดังนี้
รูปที่ 1.3 คณะวิชา --------------à à นักศึกษา (คณะวิชาประกอบด้วยนักศึกษา)
จากรูปที่ 1.2 จะเห็นได้ว่า นักศึกษา คนจะสามารถสังกัดอยู่ได้เพียง คณะวิชา แต่จากรูปที่ 1.3 จะเห็นได้ว่า คณะวิชาสามารถประกอบด้วยนักศึกษาหลาย ๆ คน
ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ แบ่งออกเป็น ประเภท คือ
1. ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-one Relationships) เป็นการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลในเอนทิตี้หนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับข้อมูลในอีกเอนทิตี้หนึ่ง ในลักษณะหนึ่งต่อหนึ่ง (1 : 1)
2. ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม (One-to-many Relationships) เป็นการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลในเอนทิตี้หนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์กับข้อมูลหลาย ๆ ข้อมูลในอีกเอนทิตี้หนึ่ง ในลักษณะ (1:m) ตัวอย่างเช่น
3. ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม (Many-to-many Relationships) เป็นการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลสองเอนทิตี้ในลักษณะกลุ่มต่อกลุ่ม (m:n)
 เอนทิตี้ใบสั่งซื้อแต่ละใบจะสามารถสั่งสินค้าได้มากกว่าหนึ่งชนิด ความสัมพันธ์ของข้อมูลจากเอนทิตี้ใบสั่งซื้อไปยังเอนทิตี้สินค้า จึงเป็นแบบหนึ่งต่อกลุ่ม (1:m) ในขณะที่สินค้าแต่ละชนิด จะถูกสั่งอยู่ในใบสั่งซื้อหลายใบ ความสัมพันธ์ของข้อมูลจากเอนทิตี้สินค้าไปยังอินทิตี้ใบสั่งซื้อ จึงเป็นแบบหนึ่งต่อกลุ่ม (1:n) ดังนั้นความสัมพันธ์ของเอนทิตี้ทั้งสอง จึงเป็นแบบกลุ่มต่อกลุ่ม (m:n)
จากคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงอาจให้นิยามของฐานข้อมูลในอีกลักษณะได้ว่า “ฐานข้อมูล” อาจหมายถึง โครงสร้างสารสนเทศ ที่ประกอบด้วยหลาย ๆ เอนทิตี้ที่มีความสัมพันธ์กัน 
ตัวอย่าง